ใส่ความเห็น

แหล่งเรียนรู้

1.วัดสังฆทาน

วัดสังฆทานเป็นวัดเก่าแก่ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร แต่เดิมเป็นวัดร้างตั้งอยู่กลางสวนผลไม้ของชาวบ้าน พื้นที่ประมาณไร่เศษ มีเพียงพระพุทธรูปปูนปั้นโบราณ คือหลวงพ่อโต และศาลาไม้เก่าแก่ อย่างไรก็ดีจากการวิเคราะห์ชิ้นส่วนกระเบื้องเชิงชายหน้าอุดของหลังคาอุโบสถหลังเก่าที่ค้นพบ และพุทธลักษณะของหลวงพ่อโต สันนิษฐานอายุได้ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 21-22 เมื่อหลวงพ่อสนอง กตปุญโญได้มาพบวัดสังฆทานครั้งแรก ในปี พ.ศ.2511 ท่านได้พิจารณาสถานที่ว่าเหมาะสมแก่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาและปฏิบัติธรรม ท่านได้กลับมาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2517 ในปีต่อมาจึงได้ร่วมกับพระเณรและชาวบ้าน ช่วยกันบูรณะองค์หลวงพ่อโต ในปี พ.ศ. 2536 หลวงพ่อสนองจึงดำริให้รื้อศาลาหลังเดิมที่ประดิษฐานหลวงพ่อโตออกเพื่อสร้างพระอุโบสถขึ้นแทน และหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก ได้วางศิลาฤกษ์สร้างพระอุโบสถในวันมาฆบูชา ปี พ.ศ. 2537

สิ่งที่น่าสนใจในสถานที่แห่งนี้คือ ภายในพระอุโบสถทรงเจดีย์ สถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ 2 พระองค์ ที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา พระบรมสารีริกธาตุองค์หนึ่งมีลักษณะพิเศษ ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่ค่อยได้พบเห็นง่ายนัก คือองค์พระบรมธาตุเป็นรูพรุนขนาดเล็กทั่วทั้งองค์คล้ายฟองกระดูก ซึ่งทางวัดได้ถ่ายรูปและพิมพ์เป็นภาพขนาดใหญ่แสดงไว้บริเวณสถานที่ประดิษฐาน ทั้ง 2 พระองค์ และในบริเวณเดียวกันมีการจัดสถานที่ประดิษฐานพระอรหันตสาวกธาตุสมัยพุทธกาล และพระธาตุ-อัฐิ ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นไว้อีกหลายองค์

นอกจากนี้ทางวัดยังมีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ มอบให้แก่ประชาชนผู้ศรัทธาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงเตรียมบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ และขึ้นไปรับพระบรมสารีริกธาตุบนศาลาทรงไทยริมน้ำ ซึ่งจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทำให้ทราบว่า พระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาแจกจ่ายนี้ เป็นส่วนที่เสด็จเพิ่มขึ้นเอง หลวงพ่อสนองจึงอนุญาตให้นำมาแจกจ่ายแก่พุทธศาสนิกชน จำนวนทั้งสิ้น 84,000 องค์


2.วัดโชติการาม

ตั้งอยู่ที่ตำบลบางไผ่ ไปทางที่ว่าการ อบต.บางไผ่ เดิมชื่อวัดสามจีน สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2350 ซุ้มประตูหน้าต่างที่พระอุโบสถเป็นลวดลายปูนปั้นประดับเครื่องถ้วยลายครามและเบญจรงค์ บานประตูวิหารเป็นไม้จำหลักรูปเซี่ยวกางสวยงามมาก โบราณสถานในวัดได้แก่ วิหารทรงโรงก่ออิฐถือปูน 3 ห้อง ภายในมีพระประธานปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชี มีจิตรกรรมฝาผนังภายใน ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ส่วนใหญ่เป็นภาพพุทธประวัติตอนต่างๆ เช่น ตอนมารผจญ ตอนสัตตมหาสถาน ตอนเสด็จโปรดพุทธมารดาเสด็จจากดาวดึงส์

3.วัดศาลารี

วัดศาลารีเป็นวัดเล็กๆ เงียบสงบอยู่ริมแม่น้ำ ที่ศาลาท่าน้ำหลังที่ตรงกับโบสถ์มีพระพุทธรูปองค์โตดูน่าเกรงขาม ตัวศาลาเองก็น่ารัก เพราะแม้จะเป็นศาลาปูนแต่ใต้หน้าบันลงมามีอุบะและสาหร่ายห้อยระย้า  ด้านซ้ายของโบสถ์ เป็นศาลาไม้เก่ามุงกระเบื้องว่าว แต่คงทิ้งร้างไปนานแล้ว ตามประวัติวัดฉบับกรมการศาสนาระบุว่า วัดนี้สร้างราวสมัยกรุงธนบุรี โบสถ์วัดศาลารีในปัจจุบันเป็นโบสถ์ใหม่ สร้างขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ แต่ยังคงเก็บเสมาเดิมไว้ ถ้าใช้ใบเสมาหินทรายแดงหนาๆ กำหนดอายุ และเชื่อตาม น. ณ ปากน้ำ วัดนี้ก็เก่าไปถึงสมัยอโยธยา-สุวรรณภูมิ หรือก่อนสมัยอยุธยาขึ้นไปอีก แต่ถ้าเป็นพวกประวัติศาสตร์ศิลป์ สำนักหนึ่ง ก็ให้อายุสมัยไว้ราวอยุธยากลาง ส่วนคนที่นานๆ เดินเข้าวัดทีอย่างเรา ก็ให้อายุได้เช่นกัน ว่าเป็น “วัดเก่า”  และเมื่อลองกลับมาค้นแคะข้อมูลเพิ่มก็พบว่าอย่างน้อยก็น่าสร้างขึ้นเมื่อสักราวสี่-ห้าชั่วอายุคนมาแล้ว

4.วัดตึก

วัดตึกที่ได้เห็นในวันนี้มีชุมชนอยู่รายล้อม ลานวัดใช้เป็นที่จอดรถและเป็นเหมือนใจกลางของวัด หากหันหน้าออกแม่น้ำ โบสถ์จะอยู่ทางขวา เขตสังฆวาสอยู่ทางซ้าย มีโรงเรียนวัดตึกจำลองศิลป์วิทยา ที่ยังมีอาคารเรียนไม้สองชั้นทาสีฟ้าน่ารักอยู่ด้านหลัง ที่วัดตึกนี้มีท่าเรือด่วนและท่าเรือข้ามฟากมาจากวัดเขมาภิรตารามฯ  คันกันน้ำใกล้ท่าน้ำกว้างขวางขนาดพอทำเป็นส่วนหย่อม เอาโต๊ะหินอ่อนมาตั้งให้คุณลุงคุณน้ามาโขกหมากรุกกันได้พอเพลินๆ และมีซุ้มสะดวกซื้อแบบท้องถิ่นเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นสีสันด้วย จากที่กรมการศาสนาบันทึกไว้ได้ความว่า วัดตึก เดิมชื่อ “วัดตึกใหม่” สร้างราวสมัยกรุงธนบุรี เคยร้างอยู่จนถึงราวปี พ.ศ. 2420 ก็มีพระอาจารย์เปี่ยม มาพัฒนาและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2430  (ปัจจุบันวัดที่จะได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาต้องผ่านการพิจารณาตามเกณฑ์ว่า เป็นวัดถาวร มีพระสงฆ์อยู่ประจำไม่น้อยกว่า 5 รูป ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี ฯลฯ )

5.วัดค้างคาว

กิตติศัพท์ของวัดค้างคาวเลื่องลือด้วย “หลวงพ่อเก้า”  ในซุ้มเรือนเก้วที่ผนังด้านหน้าโบสถ์ อันเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นทรงเครื่อง ปางห้ามญาติ มีนิ้วพระหัตถ์ซ้ายที่แนบพระองค์ มี 4 นิ้ว จึงทำให้นิ้วพระหัตถ์ทั้งสองข้างรวมกันเป็นเก้านิ้ว แต่ที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งคือโบสถ์เก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานไปเมื่อปี พ.ศ. 2536 วัดค้างคาวมีอายุเก่าไปถึงสมัยอยุธยาเช่นเดียวกับอีกสองวัดที่กล่าวมา มีเสมาหินทรายแพงใบหนา อายุรุ่นราวคราวเดียวกับวัดศาลารี แต่วัดนี้เป็นเสมาคู่ หน้าโบสถ์มีเจดีย์เก่าอยู่หลายองค์ เมื่อไม่นานมานี้ ศรัทธาวัดได้ร่วมกันบูรณะกำแพงแก้ว ตามแนวกำแพงเก่าที่เพิ่งขุดพบ บูรณะทาสีเจดีย์เก่า 11 องค์ ฐานเสมา พระพุทธรูปในโบสถ์ ฯลฯ โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของการราชการ และในปัจจุบันยังเปิดรับบริจาคเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์เครื่องบนของโบสถ์ต่อไป ในโบสถ์มีพระพุทธรูปหิน 28 องค์ บนฐานชุกชีใหญ่ ผนังด้านตรงข้ามพระประธานมี “องค์พระพุทธบาท” ที่แปลกไปจากกว่าที่เคยพบเห็น

6.วัดทองนาปรัง

วัดที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งในย่านบางไผ่ เมืองนนท์คือวัดทองนาปรัง ฟังดูจากชื่อแล้ว สันนิษฐานแบบข้างๆ คูๆ ลากเข้าความตามใจตัวเองว่า วัดนี้ต้องสร้างมาจากเงินบริจาคในช่วงที่ขายข้าวนาปรังได้ หรือไม่เช่นนั้นย่านนี้คงเคยเป็นถิ่นอุดมถึงขนาดทำนาปีเสร็จแล้ว ก็ยังทำนาปรังได้ ถามว่ามีหลักฐานอะไร ถึงอธิบายเช่นนี้ คำตอบคือ เพราะมีรูปปั้นแม่โพสพอยู่ในวัด แต่หลักฐานและข้อสันนิษฐานแบบนี้ดูจะเขลาไปหน่อย ด้วยไม่มีอะไรมายืนยันจริงทั้งเอกสารและพยานบุคคล ลองค้นดูจากประวัติวัดฉบับกรมศาสนาก็ได้หลักฐานมาแต่อายุสมัย ว่าวัดนี้สร้างราวต้นรัชกาลที่ 1 พร้อมถ้อยความระบุว่า “ขณะนี้มีสภาพทรุดโทรมรอการบูรณปฏิสังขรณ์อยู่” “ขณะนี้” ของกรมศาสนา คงตกอยู่ในราวปี พ.ศ. 2526 (ตามปีที่พิมพ์หนังสือ) หรือก่อนหน้านั้น แต่วัดทองนาปรังที่เราเห็นในวันนี้กลับผิดไปคนละเรื่อง กลายเป็นวัดพัฒนา ทันสมัย ปูคอนกรีตตลอดทั่วทั้งวัด มีรูปเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้าแทบจะทุกลัทธิและความเชื่อ จะใช้รูปปั้นแม่โพสพเป็นหลักฐานยืนยันข้อสันนิษฐานแต่ต้นก็ตกไป เพราะหากใช้รูปเคารพที่มีอยู่ในวัดเป็นหลักฐานอธิบาย บริเวณนี้คงเป็นที่ประชุมชนของคนหลายชาติศาสนา ด้วยรูปเคารพมีตั้งแต่เจ้าแม่กวนอิมในวิหารจีน รูปพระศิวะ-อุมา พระนารายณ์ –ลักษมี ฯลฯ บนศาลาการเปรียญ พระเจ้าตากสิน พระนเรศวร พระสุพรรณกัลยา และพระเอกาทศรฐ ในบ้านเรือนไทย นอกจากนี้ยังมีพระถังซัมจั๋ง วิษณุกรรม แม่คงคา และอีกนานาสารพัด

7.วัดเขียน

วัดเขียน ตั้งอยู่เลขที่ 140 หมู่ 2  ต.บางไผ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี พระอุโบสถเก่า พ.ศ.2325 พระประธานปางมารวิชัย หหน้าตักกว้าง 1.5 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.2323 เดิมเป็นท่าเทียบเรือสำเภาพ่อค้าจีน จนมีพ่อค้าชาวจีน ชื่อ นายเคี้ยง ได้รวบรวมเงินและแรงงานสร้างใน พ.ศ.2323  ชื่อ “วัดเคี้ยง” ต่อมาชาวบ้านเรียกเพี้ยนเป็น “วัดเขียน” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2328 เจ้าอาวาส พระปลัดจุลภัค เขมวิโร(รักไทย เจริญชิพ) อุปสมบทเมื่อ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2531

8.วัดอมฤต

วัดอมฤตหรือวัดไฟไหม้ เดิมชื่อวัดคงคาราม ตั้งอยู่ติดคลองบางสีทองเป็นวัดเก่าสันนิษฐานว่า สร้างมา 300 กว่าปีในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นวัดเล็กๆ  ที่เก็บตัวเงียบไม่ยอมสร้างข่าวให้เป็นที่ฮือฮา วัดนี้มีพระที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ หลวงปู่แก้ว อยู่คู่บารมีกับวัดตลอดมา นอกจากนี้ยังมีหลวงปู่ขัน พระอาจารย์ผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ ที่ชาวสวนย่านบางไผ่ให้ความเคารพนับถือกันมาก หลวงปู่ขันมรณภาพไปนานแล้ว ท่านเป็นพระที่อายุยืนมากมีอายุถึง 100 ปีกว่าจึงจะละสังขาร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: